เบื้องหลังการผลิตมือถือ
posted on 03 Sep 2009 13:17 by writenreadMA=JU=ME=UR=AP
1,222,245,200,000คือ ยอดขายโทรศัพท์มือถือในปี 2551
จากสถิติ ของ Worldwatch institute ระบุว่า ระยะเวลาเฉลี่ยในการใช้โทรศัพท์มือถือ 1เครื่องในปัจจุบันมีอยู่ราว 14 เดือน ก่อนจะเปลี่ยนเครื่องใหม่ นับว่าน้อยกว่าอายุการใช้งานจริงที่ควรจะเป็น ทั้งๆที่มือถือยุคใหม่ไม่ได้ทำอะไรออกมาสนองความต้องการมากนัก และระยะเวลาในการใช้งานอาจจะน้อยเกินไปกว่านั้น ในกลุ่มผู้ใช้มือถือที่เห็นเป็นเพียงอุปกรณ์เสริมความมั่นใจ เปลี่ยนเครื่องใหม่ทุกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่ายังอยู่ในเทรนด์ และได้ของที่ฉลาดสุดๆอยู่ในมือ แต่รู้หรือไม่ว่าเบื้องหลังความพอใจที่ได้อินเทรนด์นี้ ยอดขายหลายๆล้านเครื่องในแต่ละปี หมายถึงน้ำตา ฝันร้ายและความตายของชาวคองโกนับล้านชีวิต นี่ยังไม่รวมการฆาตกรรมหมู่ในป่าลึก และความตายของกอริลล่ายักษ์ที่อาจเหลือฝูงสุดท้ายใน"รวันดา"
ตัวเชื่อมที่ทำให้มือถือโยงไปถึงสงครามร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์แอฟริกาคือ โคลัมไบต์-แทนทาไลต์ หรือแร่"โคลแทน"ที่พบมากในแอฟริกากลาง แน่นอนใน..คองโก ด้วคุณสมบัติทนความร้อนสูง ทำให้ผงแทนทานัมที่สกัดได้จากโคลแทน กลายเป็นวัตถุดิบจำเป็นที่อยู่ในมือถือ คอมพิวเตอร์ เพลย์สเตชั่น โคลแทน กลายเป็น black gold ในขณะเดียวกันสงคราม"คองโก"ครั้งที่2 ทำให้แร่สีดำชนิดนี้กลายเป็นแร่สีเลือด blood coltan
เพราะการลักลอบทำเหมืองและส่งออกโคลแทน
กลายเป็นแหล่งหารายได้ที่เติมเชื้อไฟให้กับAfrican World War
ในจำนวนประเทศทั้ง8 ที่ติดหล่มสงคราม
และกองกำลังติดอาวุธกว่า20กลุ่ม หลายกลุ่มหาผลประโยชน์จากพื้นที่คองโก ที่ประเมินว่ามีแร่โคลแทนมากถึง 80%ของปริมาณโคลแทนในโลก
การดิจิไทซ์โลก ถนนทุกสายจุงมุ่งไปที่พื้นที่ดินของคองโก กองกำลังประชาธิปไตย กลุ่มปลดปล่อย"รวันดา"หรือ FDLR ที่มีชาวฮูตูเป็นแกนนำ เป็นตัวอย่างที่เห็นชัดของการทำเหมืองแร่ในคองโกอย่างผิดกฎหมาย แม้จะต้องเสี่ยงจากการถูกปราบปรามจากรัฐบาลคองโกแต่ FDLR และอีกหลายกลุ่มก็เห็นว่ามันเป็นความเสี่ยงที่คุ้มค่าอยู่ดี เพราะแทนทาลัมเพียง 1 ปอนด์ทำเงินร่วม หมื่นบาท แทนทาลัม 1 ปอนด์ เป็นได้ทั้งตัวเก็บประจุในโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่
และแปลงเป็น AK-47 พร้อมกระสุนให้กับกองกำลังติดอาวุธ หนำซ้ำในกระบวนการร่อนแร่หาโคลแทน แรงงานที่ถูกบังคับให้ทำเยี่ยงทาสก็คือเด็กๆคองโกลัส ซึ่งองค์กรการสหประชาชาติรายงานว่า ในบางพื้นที่ของ"คองโก" ในเด็ก 100คน จะมี30 คนที่ต้องใช้เวลาทั้งวันไปกับการแยกโคลแทนออกจากเศษหินอื่นๆ
เงินค่าจ้างไม่ถึง 35บาทต่อการหาโคแทนให้ได้ 1ปอนด์
เรื่องมือถือเปื้อนเลือดถูกพูดถึงเมื่อหลายปีก่อน
บริษัทระดับโลกอย่าง Nokia,Ericsson,Moto,Acer ,Compaq ออกมาปฎิเสธเสียงแข็งว่า โคลแทนที่ใช้ในการผลิตของตนไม่ได้มาจากคองโกแต่มีซัพพลายเออร์ที่เชื่อถือได้หามาให้
ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่บอกได้ว่า
แทนทาลัมในมือถือที่พกติดตัวจนกลายเป็นอวัยวะที่33 นั้นมาจากคองโกหรือเปล่า
การตรวจสอบเส้นทางของแทนทาลัมนั้นต่อให้ใช้วิธีตามไปดูถึงที่แบบกบนอกกะลา
ก็ยังไม่สามารถบอกที่มาได้โคลแทนได้ถูกลักลอบเอาออกนอกคองโกเข้าสู่ตลาดมืด และขายทอดต่อไปเรื่อยอีกอย่างน้อย 10 ทอด กว่าจะไปถึงผู้จัดรายใหญ่ที่บริษัทบิ๊กๆเลือกเป็นคู่ค้าความพยายามทุกวิถีทาง เพื่อให้ได้วัตถุดิบมารองรับความต้องการการซื้อมือถือในตลาดโลกนอกจากจะมีส่วนสร้างประวัติศาสตร์เลือดให้กับอัฟริกาแล้วยังส่งผลร้ายต่อสัตว์ป่าด้วย สัตวป่าน้อยใหญ่ กอริล่า และช้างป่านับพัน ถูกฆ่าจากการโดนบุกรุกของมนุษย์เพื่อหาโคลแทน เพราะในพื้นที่ขุดหาโคลแทน มันคือบ้านของ"กอริลล่าภูเขา" ที่เหลืออยู่บนโลกไม่กี่ร้อยตัว สัตว์ร่วมวงศ์กับมนุษย์ ที่แสนจะขี้อาย สุภาพไม่เพียงถูกเหมืองคุกคามถิ่นที่อยู่พวกทำเหมืองยังล่าพวกมันเอาหัว บางทีก็ชำแหละนำเนื้อมากินด้วย
สวนสัตว์ในแอฟริกาหลายแห่ง รณรงค์การรีไซเคิลมือถือเพื่อลดอัตราการใช้โคลแทนในการผลิตมือถือใหม่ด้วยหลังจะชะลอการสูญพันธุ์ของกอริลล่าภูเขาในคองโกได้บ้าง
แต่ดูเหมือนไม่ทันต่ออัตราการเติบโตของอุปกรณ์ที่เป็น “มากกว่าใช้พูด” แต่ส่วนใหญ่”ก็ใช้แค่พูด”เท่านั้น ในทวีปแอฟริกาเอง พิษภัยจากมือถือคุกคามชีวิตและทัรพยากรตัวเองแต่อัตราการใช้มือถือก็เพิ่มขึ้น 1000% เช่นเดียวกับจำนวนคนบริสุทธิ์ที่ล้มตายลง
ในสงครามกลางเมืองคองโก ประมาณการณ์กันว่านับแต่ปี 2547 ซึ่งเป็นปียุติสงครามอย่างเป็นทางการยังมีผู้เสียชีวิตจากความรุนแรงรูปแบบต่างๆถึงเดือนละ 45,000 คนหรือปีละ 540,000 คนตัวเลขนี้ยังไม่รวมถึงผู้หญิงหลายหมื่นที่ถูกทารุณทางเพศของกลุ่มติดอาวุธต่างๆ เพียงแต่พวกเธอยังไม่ตาย
1,222,245,200,000 กับ 540,000 อาจมีหน่วยนับต่างกัน
แต่อัตราการขยายตัวกลับแปรตามกันอย่างน่ากลัว
ถ้าความอินเทรนด์ของคุณ นำมาซึ่งตัวเลขที่มีหน่วยศพเพิ่มมากขึ้น
คุณยังอยากเปลี่ยนมือถือทัชสกรีนมาใช้เล่นอีกสักเครื่องไหม ...!?!
จากคอลัมภ์ "ไม่ซื้อ..ไม่ตาย" นิตยสาร ค คน