นักดนตรีชาวเยอรมัน
posted on 13 Feb 2010 13:53 by writenreadนักดนตรีชาวเยอรมัน
เยอรมนีเป็นบ้านเกิดของนักดนตรีคลาสสิก(ดนตรีของยุโรปที่เน้นการบรรเลงด้วยเครื่องสายหรือวงออร์เคสตรา)ที่มีชื่อเสียงระดับโลกหลายคน ซึ่งแม้เวลาจะผ่านมาหลายร้อยปีแล้วแต่ผลงานของนักดนตรีเหล่านี้ก็ยังคงอยู่มาจนปัจจุบัน และนักดนตรีคลาสสิกผู้ยิ่งใหญ่ 3คนที่เราจะมาพูดถึงนี้ เป็นบุคคลที่มีชื่อนำหน้าด้วยอักษร B หรือ 3บ.ใบไม้คือ บาค เบโทเฟนและบารมส์
Johann Sebastian Bach (ค.ศ. 1685-1750)
โยฮันน์ เซบาสเตียน บาค (Johann Sebastian Bach) เป็นคีตกวีและนักออร์แกนชาวเยอรมันเกิดเมื่อวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2228 (ค.ศ. 1685)บ้างก็ว่าเกิดวันที่ 31 มีนาคม (31March 1685 [O.S. 21 March] และเสียชีวิตเมื่อวันที่28 July 1750 ที่เมืองไลพ์ซิก) ที่เมืองไอเซนนาค บาคเกิดมาในครอบครัวนักดนตรีเขาแต่งเพลงไว้มากมายโดยดั้งเดิมเป็นเพลงสำหรับใช้ในโบสถ์ เช่น"แพชชั่น" ที่เมืองไลพ์ซินักประพันธ์เพลงสไตล์บาโรกชาวเยอรมัน เล่ากันว่าในช่วงระยะเวลา200ปี ตระกูลบาคสร้างนักดนตรีมากกว่า 50คน
บาคเป็นนักประพันธ์ดนตรีสมัยบาโรคเขาสร้างดนตรีของเขาจนกลายเป็นเอกลักษณ์ของยุคสมัยบาคมีอิทธิพลอย่างสูงและยืนยาวต่อการพัฒนาดนตรีตะวันตกแม้แต่นักประพันธ์เพลงผู้ยิ่งใหญ่เช่น โมซาร์ท และ เบโธเฟนยังยอมรับบาคในฐานะปรมาจารย์
งานของบาคโดดเด่นในทุกแง่ทุกมุม ด้วยความพิถีพิถันของบทเพลงที่เต็มไปด้วยท่วงทำนอง เสียงประสาน หรือ เทคนิคการสอดประสานกันของท่วงทำนองต่าง ๆรูปแบบที่สมบูรณ์แบบ เทคนิคที่ฝึกฝนมาเป็นอย่างดี การศึกษาค้นคว้า แรงบันดาลใจอันเต็มเปี่ยมรวมทั้งปริมาณของบทเพลงที่แต่งทำให้งานของบาคหลุดจากวงจรทั่วไปของงานสร้างสรรค์ที่ปกติแล้วจะเริ่มต้นเจริญเติบโตถึงขีดสุด แล้วเสื่อมสลายนั่นคือไม่ว่าจะเป็นเพลงที่บาคได้ประพันธ์ไว้ตั้งแต่วัยเยาว์หรือเพลงที่ประพันธ์ในช่วงหลังของชีวิตนั้นจะมีคุณภาพทัดเทียมกัน
มีคนกล่าวถึงบาคในแง่มุมต่างๆดังนี้
«บาคเป็นคนประเภทที่เห็นคนอื่นๆเป็นเพียงเด็กน้อยในสายตาของเขา »โรเบิร์ต อเล็กซานเดอร์ ชูมันน์
«หากไม่มีบาค เทววิทยาคงขาดเป้าหมายการสร้างโลกของพระเจ้ากลายเป็นเพียงตำนาน และความว่างเปล่ากลายเป็นสิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้»,« หากมีใครสักคนที่เป็นหนี้บุญคุณบาคทุกอย่าง นั่นคงเป็นพระเจ้า »,ซิโอร็อง, Syllogismes de l'amertume สำนักพิมพ์กัลลิมาร์
«ดนตรีของบาคมีแนวโน้มจะกลายเป็นสิ่งมีชีวิต มีชีพจรและอารมณ์ความรู้สึก» ปิแอร์ วิดาล
«มีบาคก่อน...แล้วจึงมีคนอื่นๆตามมา » พาโบลคาซาลส์
Ludwig van Beethoven (ค.ศ.1770-1827)
ลุดวิก ฟาน เบโทเฟน (Ludwig van Beethoven) เกิดเมื่อ 16ธันวาคม ค.ศ. 1770 - 26 มีนาคม ค.ศ. 1827) เป็นคีตกวีและนักเปียโนชาวเยอรมันเกิดที่เมืองบอนน์ ประเทศเยอรมนี
เบโทเฟนเป็นตัวอย่างของศิลปินยุคโรแมนติกผู้โดดเดี่ยวและไม่เป็นที่เข้าใจของบุคคลในยุคเดียวกันกับเขา ในวันนี้เขาได้กลายเป็นคีตกวีที่มีคนชื่นชมยกย่องและฟังเพลงของเขากันอย่างกว้างขวางมากที่สุดคนหนึ่งตลอดชีวิตของเขามีอุปสรรคนานัปการที่ต้องฝ่าฟัน ทำให้เกิดความเครียดสะสมในใจเขาในรูปภาพต่างๆ ที่เป็นรูปเบโธเฟน สีหน้าของเขาหลายภาพแสดงออกถึงความเครียดแต่ด้วยจิตใจที่แข็งแกร่งของเขา ก็สามารถเอาชนะอุปสรรคต่างๆในชีวิตของเขาได้ตำนานที่คงอยู่นิรันดร์เนื่องจากได้รับการยกย่องจากคีตกวีโรแมนติกทั้งหลายเบโทเฟนได้กลายเป็นแบบอย่างของพวกเขาเหล่านั้นด้วยความเป็นอัจฉริยะที่ไม่มีใครเทียมทานซิมโฟนีของเขา (โดยเฉพาะอย่างยิ่งซิมโฟนีหมายเลข 5 ซิมโฟนีหมายเลข 6 มูนไลท์โซนาทาซิมโฟนีหมายเลข 7 และ ซิมโฟนีหมายเลข 9)และคอนแชร์โตสำหรับเปียโนที่เขาประพันธ์ขึ้น (โดยเฉพาะอย่างยิ่งคอนแชร์โตหมายเลข 4และ 5) เป็นผลงานที่ได้รับความนิยมมากที่สุดแต่ก็มิได้รวมเอาความเป็นอัจฉริยะทั้งหมดของคีตกวีไว้ในนั้น
ลุดวิก ฟาน เบโทเฟนเกิดที่เมืองบอนน์ (ประเทศเยอรมนี)เป็นลูกชายคนรองของโยฮันน์ ฟาน เบโทเฟน (Johann van Beethoven) กับ มาเรียแม็กเดเลนา เคเวริช (Maria Magdelena Keverich) ขณะที่เกิดบิดามีอายุ30 ปี และมาดามีอายุ 26 ปี ชื่อต้นของเขาเป็นชื่อเดียวกับปู่และพี่ชายที่ชื่อลุดวิกเหมือนกัน แต่เสียชีวิตตั้งแต่อายุยังน้อยครอบครัวของเขามีเชื้อสายเฟลมิช (จากเมืองเมเชเลนในประเทศเบลเยียม)ซึ่งก็เป็นเหตุผลว่าเหตุใด นามสกุลของเขาจึงขึ้นต้นด้วย ฟาน ไม่ใช่ ฟอนตามที่หลายคนเข้าใจ
บิดาเป็นนักนักร้องในคณะดนตรีประจำราชสำนัก และเป็นคนที่ขาดความรับผิดชอบซ้ำยังติดสุรา รายได้เกินครึ่งหนึ่งของครอบครัวถูกบิดาของเขาใช้เป็นค่าสุราทำให้ครอบครัวยากจนขัดสน บิดาของเขาหวังจะให้เบโทเฟนได้กลายเป็นนักดนตรีอัจฉริยะอย่าง โมซาร์ทนักดนตรีอีกคนที่โด่งดังในช่วงยุคที่เบโทเฟนยังเด็ก จึงเริ่มสอนดนตรีให้ใน ค.ศ.1776 ขณะที่เบโทเฟนอายุ 5 ปี
แต่ด้วยความหวังที่ตั้งไว้สูงเกินไป (ก่อนหน้าเบโทเฟนเกิด โมซาร์ทสามารถเล่นดนตรีหาเงินให้ครอบครัวได้ตั้งแต่อายุ 6 ปี บิดาของเบโทเฟนตั้งความหวังไว้ให้เบโทเฟนเล่นดนตรีหาเงินภายในอายุ6 ปีให้ได้เหมือนโมซาร์ท) ประกอบกับเป็นคนขาดความรับผิดชอบเป็นทุนเดิมทำให้การสอนดนตรีของบิดานั้นเข้มงวด โหดร้ายทารุณ เช่นขังเบโทเฟนไว้ในห้องกับเปียโน 1 หลัง , สั่งห้ามไม่ให้เบโทเฟนเล่นกับน้องๆเป็นต้น ทำให้เบโทเฟนเคยท้อแท้กับเรื่องดนตรีแต่เมื่อได้เห็นสุขภาพมารดาที่เริ่มกระเสาะกระแสะด้วยวัณโรคปอดก็เกิดความพยายามสู้เรียนดนตรีต่อไป เพื่อหาเงินมาสร้างความมั่นคงให้ครอบครัว
แต่เมื่ออายุ 26 เขาก็พบว่าตัวเองมีปัญหาในการฟังซึ่งเป็นเรื่องเลวร้ายมากสำหรับคนเป็นนักดนตรี แต่เขาก็ยังสร้างสรรค์ผลงานที่ยอดเยี่ยมออกมาอีกมากมายและยังมีผลงานออกมาเรื่อยๆแม้กระทั่งจะหูหนวกสนิท ผลงานยอดนิยมของเบโทเฟนได้แก่ ซิมโฟนีหมายเลข3 ซิมโฟนีหมายเลข 6
Richard Wagner (ค.ศ.1813-1883)
วิลเฮล์ม ริชาร์ด วากเนอร์ (Wilhelm RICHARD WAGNER) ชื่อเดิมของเขาต่อมาเมื่ออายุ 20 ปี จึงตัด Wilhelm ออกคงเหลือแต่ RICHARD WAGNER เกิดวันที่ 22 พฤษภาคม ค.ศ. 1813 ที่เมืองไลพ์ซิก ประเทศเยอรมนีเป็นบุตรคนที่ 9 ของคาร์ล ฟริดริค วิลเฮล์ม วากเนอร์และจันนา บิดามีอาชีพเป็นเสมียนที่ศาลโปลิศของท้องถิ่น และได้ถึงแก่กรรมหลังจากที่วากเนอร์เกิดได้เพียง6 เดือน เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน คศ. 1813 เมื่อบิดาเสียชีวิตมารดาก็ได้อพยพครอบครัวจากไลพ์ซิกไปอยู่ที่เมืองเดรสเดน เมื่อปีค.ศ. 1814 มารดาของเขาได้แต่งงานใหม่กับลุดวิก เกเยอร์ซึ่งเป็นจิตรกรและนักแสดงละครอาชีพ
ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1814 เมืองเดรสเดนวากเนอร์ได้คลุกคลีอยู่กับวงการละครมาตั้งแต่เด็กๆเพราะได้ติดตามพ่อเลี้ยงไปชมการแสดงละครจึงทำให้เขาชอบละครและอยากเป็นนักแต่งบทละครในช่วงแรกๆเขาได้เข้าโรงเรียนครั้งแรกที่เดรสเดน ต่อมาค.ศ. 1821พ่อเลี้ยงได้ถึงแก่กรรม เมื่อวันที่ 30 กันยายนน้องชายของเกเยอร์จึงได้เป็นผู้อุปถัมภ์วากเนอร์ให้ศึกษาต่อ
ในปีค.ศ. 1822 วากเนอร์ได้เข้าโรงเรียนที่โรงเรียน Kreuzschuleที่เมืองเดรสเดนอีกครั้ง ปีต่อมาเขาได้เริ่มศึกษาบทละครของกรีกและเริ่มเรียนเปียโนกับ Human แต่มีความสนใจเกี่ยวกับอุปรากรมากเพราะหลังจากที่เขาได้ชมอุปรากรของเวเบอร์ เรื่อง De Freishutz แล้วรู้สึกประทับใจมาก ประกอบกับคลาราและโรชาลีพี่สาวเป็นนักร้องอุปรากรในคณะนั้นด้วย ทางด้านการเรียนก็อยู่ในระดับดีจากรายงานผลการเรียนของวากเนอร์ปรากฏว่า “มีความประพฤติดีมีความขยันหมั่นเพียรดี และผลการเรียนอยู่ในขั้นดี”
ปี ค.ศ. 1826 แม่ได้ปล่อยให้วากเนอร์อยู่ที่เดรสเดนเพียงคนเดียวเพราะกำลังเรียนอยู่ส่วนแม่กับพี่สาวได้ย้ายไปอยู่ที่กรุงปราก เขาจึงไม่สนใจการเรียนมากนักและหันมาสนใจการแต่งบทละคร เขาได้พยายามศึกษางานของเซ็กสเปียร์ เช่นเรื่อง Hamlet,Macbeth และKing Lear อันเป็นบทละครที่มีชื่อเสียงในระยะนี้เขาได้ฟังดนตรีของวงดนตรีอันลือชื่อ ได้นำเพลงของเบโธเฟนมาเล่นทำให้วากเนอร์เริ่มคิดฝันในการแต่งเพลงแทนการเขียนบทละครหรือแสดงที่เขาเคยใฝ่ฝันมาแต่ต้นแต่อย่างไรก็ตามเขาได้แต่งบทละครเรื่อง Leubald ไปพร้อมศึกษางานของบีโธเฟนและเกอเต้1 ปี
ปี ค.ศ. 1827 เขาได้เดินทางมาอยู่กับแม่ที่เมืองไลพ์ซิกอีกครั้ง และในปีค.ศ. 1828 เข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนเซนต์ นิโคลัส ในไลพ์ซิกวากเนอร์เริ่มสนใจอย่างจริงจังกับการแต่งเพลง หลังจากได้ยินเสียงเพลงซิมโพนีของบีโธเฟนครั้งนั้นแล้วเขาได้ศึกษาเรื่องการแต่งเพลงและการประสานเสียงโดยอาศัยตำราที่ยืมมาจากห้องสมุด Wieck’s library แห่งท้องถิ่นเริ่มเรียนการเล่นไวโอลินและศึกษาทางด้านทฤษฏีไปด้วยเขาใช้เวลาศึกษาสิ่งเหล่านี้อย่างคร่ำเคร่ง
ปีค.ศ. 1829 วากเนอร์ได้ฟังเพลงของบีเฟนอีกครั้งที่ไลพ์ซิก มีเพลง Fidelio อันมีชื่อเสียงของบีโธเฟน จึงเป็นแรงบันดาลใจให้เขาแต่งเพลง Overturein B-flat Major ขึ้นในปี ค.ศ. 1830และได้นะออกแสดงในปีเดียวกัน การแสดงครั้งนั้นไม่ได้รับความสนใจมากนัก ในปี ค.ศ. 1831 วากเนอร์ได้เรียนการประสานเสียงกับ Theodor Weinling และได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยไลพ์ซิก และปีนี้แต่งOverture in DMinor สำเร็จพร้อมเพลงอื่นๆอีกหลายเพลง ปีค.ศ. 1832 เลิกเรียนกับ Theodor Weinling มาสนใจการแต่งเพลงซิมโฟนี[C Major Symphony] และเพลง Oerture อีกสองเพลงจากนั้นเดินทางท่งเที่ยวไปกรุงเวียนนาและกรุงปรากที่กรุงปรากได้มีการแสดงซิมโฟนีของเขา โดยคณะนักศึกษาของสถาบันดนตรี [Studentof Conservatoie] เขาเริ่มเขียนบทเพลงและโน้ตเพลงอุปรากรเรื่องแรกชื่ว่า‘Die Hochzeit’ หรือ ‘The Wedding’ เป็นภาษาอังกฤษแต่ไม่สำเร็จเขาจึงทำลายทิ้งไปแล้วเริ่มเขียนเรื่องใหม่อีกหนึ่งเรื่องชื่อ ‘Die Feen หรือ ‘TheFairies’ สำเร็จในปีค.ศ. 1834 ขณะที่เขามีอายุ21 ปีเต็ม และฤดูใบไม้ร่วงในปีนี้เองเขาได้เข้าไปทำงานให้ตำแหน่งหัวหน้าวงดนตรีประจำโรงละครที่มักเดบูรก์ได้เขียนอุปรากรเรื่องที่ 3 ชื่อ ‘Das Liebsverbot’ หรือ ‘Forbidden Love’ และแล้วเขาก็ป่วยเป็นโรคไฟลามทุ่งอยู่หลายวันที่โรงละครมักเดบูรก์เขาได้พบและรู้จักกับมินนา พลันเนอร์นักแสดงสาวสวยผู้หนึ่งซึ่งทำให้วากเนอร์หลงรักเธอจับใจ
ปีค.ศ. 1835 วากเนอร์ได้นำ Comlumbus Oerture ของเขาออกแสดงที่มักเดบูรก์ต่อมาค.ศ. 1836 หลักจากได้เอา ‘Das Liebsverbot’ ออกแสดแล้ว เขาก็ได้แต่งงานกับมินนาหลังจากแต่งงานชีวิตแต่งงานไม่ราบรื่นอย่างที่หวังเพราะก่อนแต่งงานวากเนอร์มีหนีสินล้นพันตัว และขาดองค์ประกอบสำคัญนั้นคือเงินชีวิตภายในครอบครัวเริ่มระหอกระแหง มินนามีปากเสียงกับวากเนอร์จนบางครั้งมินนาก็ถึงกับประณามวากเนอร์เป็นนักดนตรีถังแตกมีหนี้สินท่วมตัว ชีวิตนักแต่งเพลงผู้นี้เข้มแข็งเพราะความจนเพราะความจนอีกเช่นกันที่ทำให้เขาต้องระเหเร่ร่อนไปตามสถานที่ต่างๆเพื่อหลบเจ้าหนี้บ้าง หากินบ้าง วากเนอร์และมินนาออกจากไลพ์ซิกไปเมืองริกามินนาร้องเพลงที่เมืองนั้นส่วนวากเนอร์ทำงานเป็นผู้กำกับวงดนตรีอยู่ที่โรงละครอุปรากรมราเมืองนั้นเช่นกันสองสามีภรรยาทำมาหากินตามกำลังความสามารถของตนแต่แล้วพายุร้ายแห่งชีวิตก่อนตัวขึ้น พัดสองคนให้ล่องลอยไปตามยถากรรมเมื่อวากเนอร์เกิดทะเลาะวิวาทกับผู้จัดการโรละครวากเนอร์ลาออกและเกิดความเบื่อหน่ายเมืองริกา ดังนั้นปีค.ศ. 1839 เขาจึงตัดสินใจไปเสี่ยงโชคที่เมืองปารีส
วากเนอร์เป็นศิลปินที่มีฝีมือหลายด้าน ทั้งนักประพันธ์เพลง นักกวีนักแต่งบทละครเพลงและนักปรัชญา ในศตวรรษที่19 ชาวเยอรมันหันไปนิยม”อุปรากร”(Opera) หรือละครเพลงภาษาอิตาลีและฝรั่งเศสเพราะเห็นว่าภาษาเยอรมันไม่สละสลวยเท่าที่ควรซึ่งอุปรากรในยุคนั้นเน้นความสำคัญที่ดนตรีมากกว่าเนื้อเรื่องวากเนอร์จึงสร้างสรรค์อุปรากรแนวใหม่ที่ดนตรีและเนื้อเรื่องมีความสำคัญเท่าเทียมกันแนวความคิดของเขาส่งอิทธิพลต่อนักปรัชญาและนักวรรณกรรมทั่วโลกจนถึงศตวรรษที่20
กษัตริย์แห่งบาวาเรียและพระเจ้าลุดวิกที่2เป็นแฟนเพลงของวากเนอร์
Johannes Brahms (ค.ศ.1883-1897)
โยฮันเนส บรามส์ (Johannes Brahms) บรามส์เกิดเมื่อวันที่ 7พฤษภาคม พ.ศ. 2376 (ค.ศ. 1833) ที่นครฮัมบูร์กประเทศเยอรมนี เขาเป็นนักประพันธ์เพลงและนักเปียโนได้รับสมญานามว่าแสงสุดท้ายของดนตรีคลาสสิก ก่อนเข้าสู่ยุคดนตรีสมัยใหม่ผลงานของเขาเต็มไปด้วยความโรแมนติกและจุดเด่นแห่งยุคสมัยและแสดงให้เห็นอิทธิพลที่เขาได้รับจากบาคและเบโทเฟนเขาได้สร้างผลงานเพลงเอาไว้มากมาย ซึ่งน้อยคนจะทำได้อย่างเขา
บิดาของบรามส์เป็นนักเล่นดับเบิลเบสและยังเป็นครูดนตรีคนแรกของเขาอีกด้วยบรามส์ได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถมากอันโดดเด่นเกินวัย สนใจเครื่องดนตรีทุกประเภทครูดนตรีคนสำคัญของเขาได้แก่เอด๊วด มาร์กเซ็น ได้สอนเขาอย่างตั้งอกตั้งใจด้วยความหวังที่ว่าเขาจะกลายเป็นนักเปียโนเอกในอนาคต โดยได้สอนเทคนิคการเล่นของบาค โมซาร์ท และเบโธเฟน ซึ่งกลายเป็นที่จดจำของบรามส์ไปตลอดโดยมิได้ทำลายพรสวรรค์ทางการสร้างสรรค์ของศิษย์ ความสามารถทางการเล่นเปียโนของเขาทำให้เขาได้เป็นนักดนตรีอาชีพครั้งแรกที่ผับแห่งหนึ่งในนครฮัมบูร์กตั้งแต่มีอายุเพียงสิบสามปี
งานของบรามส์ได้รับอิทธิพลหลากหลาย โดดเด่นด้วยศาสตร์แห่งconterpoint และโพลีโฟนีความงดงามของบทเพลงที่เขาประพันธ์อยู่ที่รูปแบบคลาสสิกที่ถูกแต่งแต้มด้วยความถวิลหาของยุคโรแมนติกแต่ก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว สีสันทางดนตรีอันบรรเจิด ท่วงทำนองที่สร้างสรรค์และจังหวะทำให้ประหลาดใจด้วยการสอดประสานกัน
เป็นผลงานส่วนตัวของบรามส์ที่เปี่ยมด้วยคุณภาพซึ่งเราอาจนึกว่าจะเข้าใจยากเมื่อแรกได้ยินแต่เราก็จะเข้าถึงได้และขาดมันไม่ได้ในที่สุด
นับเป็นหนึ่งในคีตกวีคนสำคัญของประวัติศาสตร์ดนตรีตะวันตก ศพของโยฮันเนสบรามส์ถูกฝังไว้ที่สุสานกลางแห่งนครเวียนนา ในส่วนของนักดนตรีคนสำคัญผู้ล่วงลับ